ทำงานวันเสาร์อาทิตย์ติดต่อกันมาเป็นเดือนแล้ว ซึ่งนับเป็นเรื่องใหม่สำหรับฉัน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกย่ำแย่หรืออะไร เพราะสุดท้ายแล้วฉันก็รู้ดีว่า "ยังไง ฉันก็ไม่มีที่ไปอยู่ดี"
ช่วงนี้งานออกจะโหลดอยู่ซักหน่อย แต่ก็จำเป็นมากที่ฉันจะต้องใส่ใจกับรายละเอียดของงานแต่ละชิ้นให้มากยิ่งขึ้นกว่าเก่า ฉันจึงใช้เวลากับการ review งานก่อนส่งให้ลูกค้านานกว่าเดิมนิดหน่อย ทั้งงานที่ทำขึ้นเองและงานของน้องในทีม เพิ่งเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่าตรวจดูงานของคนอื่นที่อยู่ภายใต้ความดูแลของเรายากกว่าการขึ้นงานเองอยู่เยอะเชียวล่ะ
งานเยอะขึ้น manpower ที่ลดลง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกว่าชีวิตมันแย่หรืออะไรแบบแต่ก่อน กลับกัน..ฉันตั้งใจทำงานมากกว่าเดิม ฉันพอใจกับงานที่กำลังทำและยินดีจะให้ความเห็นกับคนรอบข้างหากมันจะทำให้งานชิ้นนั้นๆมีคุณภาพมากขึ้น ฉันหัวเราะกับความไม่แน่นอนของตารางงานและปรับทุกอย่างตามความเปลี่ยนแปลงตลอดกาลอย่างใจเย็น
ด้วยธรรมชาติของงานที่มีปัจจัยกำหนดรอบข้างที่ไม่แน่นอน การเข้าไปทำงานในช่วงเวลาวันหยุดจึงเป็นสิ่งที่เราหลีกเลียงไมได้เมื่อจำเป็น หากเป็นแต่ก่อนเราคงอิดออดและขอนอนอยู่กับบ้าน แต่ในที่สุดเมื่อความรับผิดชอบมาอยู่ตรงหน้า การทำงานนอกเวลาจึงเป็นเรื่องปกติ
ฉันไม่ได้กำลังตัดพ้อต่อสถานการณ์ "ไม่มีที่ไปของตัวเอง" เพราะฉันก็ไม่ได้มีที่ไปอยู่แล้ว จึงเกิดตัวเลือกแห่งสุดสัปดาห์ว่าจะเก็บตัวอยู่ในห้องที่ร้อนระอุ หรือ ไปสร้าง productivity ที่ทำงาน หากเมื่อมีทางเลือกอยู่เพียง 2 อย่างและร่างกายไมได้อ่อนล้าเกินพิกัด การนอนหลังยาวจะบั่นทอนประสิทธิภาพและเวลาของฉันมากเกินไป ฉะนั้นการขลุกอยู่กับที่ทำงานตลอด 7 วัน อาจเป็นเรื่องใหม่ของฉันในระยะนี้แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเกินไปนัก
แต่สิ่งสำคัญก็คือการเต็มใจทำงานตลอด 7 วันอาจเป็นผลมาจากพัฒนาการทางบทบาทแห่งความรับผิดชอบในหน้าที่ของคนเรามากกว่า
ระหว่างปีที่ผ่านมานี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แม้อารมณ์เด็กๆจะยังพอมีอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วฉันรู้ดีว่าฉันกำลังรับมือกับสิ่งต่างๆแบบผู้ใหญ่ แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดก็ถือว่าเป็นส่วนมากกว่าที่เคยผ่านมา ก็แปลกดีที่ในที่สุดเราก็ค้นพบและยอมเชื่อว่าความคิดหลายๆอย่างเปลี่ยนไปได้จริงๆ ในแต่ละจุดของชีวิตจากที่เราไม่เคยคิดว่าจะเปลี่ยนไปได้เลย
เมื่อมองย้อนกลับไปจาก ณ จุดนี้ ฉันเริ่มมองเห็น milestone ของชีวิตที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในแต่ละช่วง ความก้าวหน้าทางการงาน ความมั่นคงทางอารมณ์ ความพอใจในสิ่งที่ได้รับ ทุกอย่างเริ่มชัดเจนและจับต้องได้ ดูว่าทุกอย่างน่าจะเริ่มลงตัว ฉันมีความมุ่งมั่นต่อความสำเร็จมากกว่าเก่า แม้จุดหมายยังคงความเลือนลางอยู่เช่นเดิมแต่ความตั้งใจและสมาธิในตัวเองของฉันมีมากขึ้น
นี่คงจะเป็นอีกช่วงสำคัญของชีวิตที่ฉันเดินทางมาถึง ช่วงแห่งการพัฒนาตนเองและมองหาอะไรก็ตามที่จะสร้างความมั่นคงทั้งชีวิตและจิตใจ ช่วงที่เรารู้จักข้อดีของตัวเองและยอมรับข้อเสียในตัวที่ไม่อาจปกปิดหรือปรับปรุงต่อไปได้ และคำว่า "ช่างมัน" ไม่ใช่เพียงคำสบถที่ไม่มีความหมาย เพราะนี่เป็นช่วงแวลาแรกๆที่ฉันบอกกับใครๆว่า "ช่างมัน" แล้วก็ไม่ติดใจกับเรื่องเลวร้ายที่เราปล่อยวางมันไปจริงๆ
นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้วิถีชีวิตของเราเปลี่ยนไป หรือฉันอาจจะกำลังประสบกับภาวะของการกลายเป็นคนบ้างาน หรือเพียงแต่ชีวิตฉันจะยังไม่มีอะไรให้สนใจ หรือใครจะรู้ว่าฉันอาจจะชอบชีวิต workaholic อย่างนี้จริงๆก็ได้ ฉันแค่อยากตั้งใจทำงานให้ดีเพราะฉันรู้ว่านี่คือสิ่งที่ฉันทำได้และเก่งพอ และหากมันจะเป็นสิ่งหลักเพียงไม่กี่อย่างตอนนี้ที่จะทำให้ชีวิตฉันดำเนินไป ฉันก็อยากตั้งใจใช้ฝีมือที่มีทำให้ดีที่สุดอย่างสมบูรณ์แบบและราบรื่น
เกิดเป็นคนต้องมีดีอะไรให้กล่าวขวัญถึงซักหนึ่งอย่าง เมื่อรู้ข้อดีข้อด้อยของตัวเองเราก็สร้าง identity ให้ตัวเองไม่ยาก สำหรับการทำงานในตอนนี้เราอาจมีเพื่อนร่วมงานมากมายที่แต่ละคนได้รับฉายาแตกต่างกันไป ล้วนแล้วแต่ถูกประเคนให้โดยไม่รู้ตัว อาทิ "มือเฮดไลน์" "ตีนผีกระทืบข่าว" "คุณนายละเอียด" "speech expert" "นักบิดประเด็น" "ยามภาษา" หรือ "เจ้าแม่ฟอร์แม็ต" ไม่ว่าจะอย่างไรฉายาเหล่านี้ก็ทำให้คนทำงานอย่างเราๆ เข้าใจคำว่า "จุดอ่อน-จุดแข็ง" ได้ไม่ยากเลย
ไปนอนดีกว่า เพราะพรุ่งนี้ต้องไปเก็บงานต่อ
ก็เหนื่อยนะ...แต่ก็ยังพอได้อยู่
*************
image: late afternon sunlight on eB's workstation